Ramate's profile"Welcome to the Write Vi...BlogListsNetwork Tools Help

"Welcome to the Write Village"

สิ่งที่ทำได้ยากยิ่งสำหรับผมตอนนี้คือ การใช้ชีวิตแบบมีชีวิต
April 30

Lipstic on Lipstic

        

 

        วันนั้นนั่งดูมิวสิกวีดีโอเพลง ลิปสติกบนลิปสติก ของอพาตเมนท์

        ดูไม่รู้เรื่อง

        แต่พอจะเข้าใจ(เอาเอง)ในบทเพลงของเขา

        ว่าลิปสติกที่ถูกทานั้น

        ก็เพื่อบดบังบางสิ่งบนผิวหน้าของเธอ

        รวมทั้งแป้งฝุ่น มาสคาร่า แปรงปัดขนตาและดินสอเขียนคิ้ว

        อาจจะเป็นรอยสิวฝ้าหรือขอบตาคล้ำ

        ที่ทำให้ความงดงาม(ที่แท้จริง)ของเธอไม่เป็นดั่งใจเธอต้องการ

        นั่นอาจจะเป็นธรรมชาติของผู้หญิง ที่รักสวยรักงาม อยากให้เพศตรงข้ามสนใจ และดูดีในทุกมุมมอง

        ไม่ต่างอะไรกับดอกไม้สีสวย ที่หลอกล่อหมู่แมลงให้หลงใหล



         ผมไม่เถียงว่าลิปสติกทำให้ผู้หญิงดูสวยขึ้น

         แต่ตัวตนใต้ลิปสติกนั้นเล่า

         ผมจะมองมันออกเมื่อใด ในเมื่อทุกครั้งที่สีจางลง เธอจะเลี้ยวเข้าห้องน้ำ และเติมมันใหม่อีกครั้ง



         ผมเชื่อว่าความงามอยู่ข้างใน

         แต่ก็เป็นเหมือนใครใคร

         ที่เวลาหญิงสาวสวยเดินผ่านแล้วตาไม่เคยอยู่สุข
       
         แต่ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าสาวสวยคนนั้นจะไม่เอาแต่ใจ เจ้าชู้ ไม่มีเหตุผลหรือชอบดูถูกคนอื่น           

         จนกว่าจะได้รู้จัก พูดคุย ดูหนังด้วยกันสักรอบหรือดื่มเบียร์ด้วยกันสักหน[Ha-Ha]

         และนั่นจึงเป็นเวลาที่เราได้ไตร่ตรองกันอีกที ว่าเธอที่งดงามคนนี้ งดงามดั่งที่ใจต้องการไว้หรือไม่

         หรืออาจจะต้องใช้เวลาตัดสินใจอีกสักหน่อย

         เพื่อรอให้ลิปสติกมันจืดไป


                     ............................


          วันสงกรานต์ผมเวียนหัวตั้งแต่เที่ยง เพราะเบียร์หลายลังกับเพื่อนอีกหลายคน

          รู้สึกสนุกจนลืมสังเกตบางอย่าง

          เพื่อนที่มามีทั้งเพื่อนที่คุ้นเคยและเพื่อนทาง Hi 5 [HA-HA]

          หลายคนสาดน้ำสู้กับเด็กๆบนรถกระบะคนใหญ่

          เสียงหัวเราะดังมาเป็นระยะจากจุดที่ถังน้ำตั้งอยู่

          ผมมองไปที่เพื่อนสาว

          ทำไมพวกเธอดูสวยขึ้นถนัดตา

          อย่างน้อยก็สวยกว่าใน Hi 5 [HA-HA]


          ผมลองขยี้ตาและเพ่งมองอีกครั้ง

          ผมเห็นบางอย่างและยิ้มอยู่ลำพัง



          ผมไม่พบใครแต่งหน้า




          หรือทาลิปสติก







February 12

Roller Coaster

 
 
            
 
 
                 "สองที่ครับ"
 
                 ชายคนหนึ่งบอกกับคนขายตั๋ว รับบัตร และเดินเข้าประตูไปพร้อมกับหญิงคนหนึ่ง ทั้งคู่เดินไปนั่งที่ม้านั่ง ริมชานชลา เธอหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบ เขาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เธอค้นไฟแช็กในเสื้อ กางเกง และในกระเป๋าถือ เขาสังเกตุเห็น ล้วงไฟแช็กในกระเป๋าเสื้อของเขา ยื่นให้เธอ เธอรับ สีหน้านิ่งเฉย เธอนำควันลงลำคอและพ่นออก คล้ายถอนหายใจ เขาหยิบไฟแช็กที่เธอวางไว้ มาเก็บในกระเป๋าเสื้อตัวเอง
 
                  รถไฟที่นี่มีขบวนเดียว เดินทางเส้นทางเดียว รางของมันเคี้ยวคดเกินกว่าใครจะนั่งเฉยโดยไม่เปล่งเสียงหวาดผวา และจุดเริ่มต้นกับปลายทางคือตำแหน่งเดียวกัน
 
                   Roller Coaster
 
                   บุหรี่ในมือเธอถูกบี้ลงพื้น เขายังไม่วางตาจากหนังสือ เธอหยิบน้ำเปล่าขึ้นดื่มและหยิบกระจกขึ้นมาตรวจดูว่าขนตาที่เธอบรรจงปัดมันนั้น แหงนเชิดอย่างใจเธอหรือเปล่า
 
                   เขายังไม่วางตาจากหนังสือ
 
                   เธอวางกระจกลง มองหน้าเขา "บอล บอลมีอะไรจะบอกแนน บอกที่อื่นก็ได้ ทำไมต้องเป็นที่นี่ด้วย เสียงก็ดัง คนก็เยอะ ถ้ามีพวกนักข่าว มาเจอ แนนก็เป็นข่าวอีก เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ แนนไม่อยากให้มีข่าวไม่ดีเยอะๆนะ " น้ำเสียงคล้ายไม่พอใจ
 
                   เขานิ่ง วางหนังสือลง  "บอลอยากพาแนนมาที่นี่อีก แนนชอบไม่ใช่เหรอ"
 
                   เขาสบตาเธอ เธอหลบตา
 
                   "ใช่ บอล แนนชอบ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้แนนยุ่งมาก แนนเคลียร์คิวเดือนนี้เพื่อให้ว่างวันนี้ เพราะบอลบอกว่ามีเรื่องอยากคุยด้วย แนนก็นึกว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่านี้ แต่กลายเป็นว่าพาแนนมานั่งเล่น Roller Coaster เนี่ยะนะ รู้ไหม แนนเสียแค่ไหน ถ้าชวนมาหยั่งงี้อีกไม่เอาแล้วนะ แนนไม่มาแล้ว"
 
                   เขามองเธอ เธอทำทีไม่สนใจ หยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบ ควานหาไฟแช็กที่น่าจะวางไว้ข้างตัว เขาล้วงหยิบไฟแช็กในกระเป๋าเสื้อให้เธอ เธอรับและอัดควันลงปอดสุดลมหายใจ
 
                   "แนนน่าจะลดบุหรี่บ้างนะ บอลว่ามันเยอะไป" เขาบอกเธอด้วยสายตาที่ห่วงใย
 
                   เธอไม่ต่อคำ เธอสูบแรงขึ้น เหมือนจงใจทำใส่เขา
 
                   "แล้วอีกอย่างนะ บอล แนนบอกแล้วไง ว่าช่วงนี้ให้เราห่างๆกันไว้ก่อน ถ้ามาที่ที่คนเยอะอย่างงี้อีกคงไม่ได้"
 
                   เขาเงียบ เธอเงียบ
 
                   เวลา 1 ปีไม่น่าจะทำให้ใครเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เธอคนที่อ่อนโยนหายไปไหน เธอคนที่ร่าเริงหายไปไหน เธอคนที่ร้องเพลงทุกครั้งที่อยากร้อง อ้อนทุกครั้งที่อยากอ้อน นอนได้ทุกที่ที่เราอยู่ด้วยหายไปไหน เธอคนนี้ใช่แนนคนเดิมไหม หรือว่าหน้ากากที่ทำขึ้นจากแป้งหนากับลิปสติกแดงสดมันทำให้เธอเปลี่ยนไป 
 
                    เขายังจำได้ ทุกครั้งที่มาที่นี่ เธอจะฟังเพลงกับเขา ใส่หูฟังคนละข้าง เธอจะร้องตาม เขาไม่รู้ว่ามันเข้าคีย์ไหม เพราะไหม
 
                    แต่สำหรับเขามันเพราะจับใจ
 
                    เพราะบางทีเจตนารับรู้ได้ด้วยความรู้สึก
 
                    และที่เขาชอบ Roller Coasterr ก็เพราะเธอ
 
 
                    แต่ตอนนี้ไม่มีแม้เสียงฮัมในลำ
 
                    เสียงเธอแพงเกินกว่าจะเอามาใช้สุรุ่ยสุร่าย
 
                    โดยเฉพาะกับคนไม่มีเงิน
 
 
                    แต่เขาไม่อยากมองเธอในแง่ร้าย
 
 
                     "แนน" เขาใช้เสียงเพียงเบาบาง เธอทำคล้ายไม่ได้ยิน
 
                     "แนนจำได้ไหม แนนเป็นคนบอกบอลเอง ว่าแนนชอบมาที่นี่ เพราะทุกครั้งที่นั่งบน Roller Coaster แนนจะทำอะไรก็ได้ อยากร้องตะโกนสุดเสียง อยากกรี๊ด อยากพูดอยาบคาย อยากร้องเพลงเสียงดัง แนนทำได้ แนนมีอิสระ แนนไม่ชอบให้ใครมาสร้างกรอบให้แนน แนนรักที่นี่ ทุกคนที่อยู่ที่นี่มีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ ถ้าเขาต้องการ แล้วแนนก็บอกว่าอยากมากับบอลคนเดียว ถ้าไม่ใช่บอลแล้วแนนไม่อยากร้องให้ใครฟังอีก  แนนลืมหมดแล้วจริงๆเหรอ" 
 
                     เธอนิ่งเฉย เขามองหน้าเธอ รถเที่ยวต่อไปมาพอดี ผู้คนเดินลงมาพร้อมเสียงเอะอะโวยวาย หลายคนนั่งทรุดกับพื้น หลายคนยิ้มแย้มสนุกสนาน เขาและเธอลุกพร้อมกัน เดินไปต่อแถวขึ้นรถ เธอยังคงเงียบ นัยตาไม่บอกถึงความสนุกที่จะได้ขึ้นRoller Coaster เหมือนแต่ก่อน
 
                      เขาถอนหายใจ
 
                      นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย
 
                      แต่เขาพร้อมยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
 
                      เขาและเธอนั่งอยู่บนรถเรียบร้อย สายตาเธอเหม่อลอย เขาเช่นกัน
 
                      รถเริ่มเคลื่อนตัว เขาและเธอจับที่กระชับมือไว้แน่น
 
                      รถไหลลงจากเนินสูง ทวีความเร็ว เสียงคนรอบข้างตะโกนกลัวกันอื้ออึง เธอและเขาเงียบ
 
                      รถวิ่งด้วยความเร็วช้าน่ากลัวตลอดการเดินทาง จนถึงช่วงสุดท้าย ที่รถจะวิ่งกลับมาทางเดิม เสียงกรีดร้องยิ่งดังขึ้น
 
                      เขายังคงเงียบ
 
                      แต่คล้ายได้ยินเสียงจากข้างๆกาย
 
                      เขาหันไปมอง
 
                      เธอกำลังร้องเพลง
 
                      และร้องไห้ไปพร้อมๆกัน
 
                      เขาหยุดมองเธอ
 
                      น้ำตาเอ่อท้นดวงตา
 
                       เขาหันหน้าตรง ร้องเพลงสุดเสียง น้ำตาไหลไม่ขาดสาย
 
                       เขาไม่รู้ว่าเธอและเขาร้องเพลงอะไร
 
                       และความหมายของมันอาจจะไม่ได้อยู่ที่เพลงที่กำลังร้อง
 
                       แต่อาจจะอยู่ที่น้ำในดวงตา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
January 29

Take a look at the mirror

 
 
 
 
 
 
                     เมื่อวานฝนตกปรอยๆ
 
                     ผมหยิบกีต้าร์ขึ้นมาเกาเล่น หวังให้เสียงฝนกระทบสังกะสีบนหลังคาดังกลบน้ำเสียงห่วยของผมให้เข้ากับคอร์ดกีต้าร์
 
                     ทำนองหนึ่งดังออกจากปากโดยไม่ได้ตั้งใจ
 
 
                    "ตื่นขึ้นมา แล้วมองตัวเองอยู่ หน้ากระจกเงา
 
                     ใครวะ!!! จ้องมองฉันอยู่ ใครก็ไม่รู้ ที่รู้ ไม่ใช่ตัวฉัน"
 
                   
                     เพลงของสีปอนด์
 
                    อาจจะเสียงฝนดังกลบหรือเพราะเธอที่นั่งอยู่ตรงข้าม
 
                    ผมร้องเพราะประหลาด
 
                    และอารมณ์ไม่ต่างจากเมฆเทาที่เทฝนลงมาไม่ขาดสาย
 
                    ผมเศร้า
 
                    ตะเบ็งเสียงสู้ฝนไม่ทดท้อ
 
                   
                    "ฉันเคยคิด ว่าฉันไม่เป็นแบบนี้ เคยฝัน ว่าฉันนั้นดูไม่ดี
 
                     ตื่นได้แล้ว ฉันกำลังฝันอยู่ใช่ไหม ตื่นขึ้นมา สักที สักที"
 
 
                    ฝนที่ตกปรอยเริ่มทวีความรุนแรง
 
                    ผมกรีดนิ้วลงบนสายกีต้าร์ระรัว
 
                    ลมพัดยอดมะยมไหว
 
                    ใบปลิวว่อน บ้างลู่ลม บ้างโรยตัวลงนอนนิ่งบนพสุธา
 
                    สังกะสีกลบเสียงกีต้าร์แทบไม่ได้ยิน
 
                    แต่ผมรู้สึกเพราะกว่าทุกครั้งที่เคยได้ฟัง
 
                   
                    เหมือนร้องเพลงในใจแล้วดีดนิ้วตาม
 
                    ทั้งๆที่รอบข้างมีเพียงความเงียบงัน
 
                    หรือดนตรีอาจจะไม่ได้มีแค่เสียง
 
                    แต่รวมถึงความรู้สึก
 
 
                    ผมสะบัดมือลงกีต้าร์ครั้งสุดท้าย
 
                    สายสั่นไม่นานและจบที่นิ่งเฉย
 
                    สายฝนดูเหมือนไม่ลดละการพรมผืนดินด้วยนที
 
                    ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเนิ่นนาน
 
                    บอกตัวเองเบาๆ
 
 
                   "อยากเขียนหนังสือวะ"
                  
 
                  
 
 
 
 
 
                   
November 08

The Pretty BeaR

 

 

 

            อาคารเก่าหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ในมุมไม่ลับตาผู้คนนัก ไฟสีส้มสาดใส่พื้นถนนสะท้อนสีชาเข้ม ชายหญิงคู่หนึ่งเดินข้ามถนนและตรงมายังอาคารหลังนั้นอย่างไม่รีบร้อน พวกเขาเดินเข้าไปยังเค้าเตอร์ด้านในอาคาร ชายหนุ่มควักเงินในกระเป๋าเพื่อแลกกับกุญแจห้อง พวงกุญแจดอกใหญ่เกินจำเป็น ติดสติ๊กเกอร์สีเขียวเข้ม  ดูออกว่าเป็นเลข “309” ง่ายดาย เขารับมันไว้และมองไปที่หญิงสาว เธอใส่เสื้อสีดำคว้านลึกเกินจะปกปิดก้อนเนื้อที่แสดงความเป็นหญิงของเธอให้ปลอดภัยจากสายตาของชายฉวยโอกาสได้ กระโปงที่สั้นกว่าบ๊อกเซอร์ที่เขาใส่อยู่ และกระเป๋าที่ใหญ่เกินไปสำหรับผู้หญิงผอมบางอย่างเธอ เขายิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินตามพนักงานไป เขากำกุญแจดอกนั้นไว้แน่น เพราะมันเปรียบดั่งกุญแจที่เอาไว้เปิดประตูแห่งสรวงสวรรค์ แม้มันจะเป็นสวรรค์เพียงข้ามคืนก็ตาม

 

                ประตูห้อง 309 ถูกเปิดออก เขาเดินตรงมานั่งที่ที่นอนนุ่ม มันถูกจัดให้มีระเบียบเหมือนไม่เคยมีใครใช้มันมาตลอดวัน แต่ความจริงคงไม่น่าจะนานเกิน 2 ชั่วโมง

 

                เธอวางกระเป๋าลงที่โต๊ะหน้าห้องน้ำ เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่วางไว้ใกล้กัน

 

                ขออาบน้ำก่อนนะเธอบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ

 

                เขาพยักหน้าตอบ เธอเดินเข้าไปในห้องน้ำ  ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝักบัวพ่นน้ำกระทบพื้นห้องน้ำและเรือนกายที่เปล่าเปลือยของเธอ

 

                เขาลุกขึ้นมาถอดเสื้อผ้าออก หยิบผ้าขนหนูอีกตัวมาห่มเหมือนเป็นของส่วนตัว หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ นอนพิงบนหมอนและปล่อยควันให้ลอยหายไปกับอากาศเย็นของแอร์ราคาถูก

 

                เธอชื่ออะไรเขาตะโกนแทรกเข้าไปในเสียงฟักบัว

 

                เนยเธอตอบห้วนสั้น

 

                เขาอัดบุหรี่ต่อ เสียงฟักบัวยังคงมาเป็นระยะ เขามองตามควันที่พ่นออกไป

 

                แล้วไม่อยากรู้ชื่อผมเหรอเขาถามโดยไม่หวังคำตอบ

 

            ไม่ เสร็จแล้วเราก็คงไม่มีธุระอะไรกันเธอปิดฟักบัว และพันผ้าเช็ดตัวเดินออกมา

 

                เขาอัดบุหรี่คำสุดท้าย  แล้วขยี้มันลงบนที่เขี่ยบุหรี่ เขามองเรือนร่างที่ปรากฏตรงหน้า มองด้วยสายตาหยาบโลน เขากลืนน้ำลายโดยไม่ต้องหลบตาเธอ เขาไม่จำเป็นต้องให้เกียรติผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ เหมือนที่เขาให้เกียรติผู้หญิงคนอื่นๆ

 

                ใช่ โสเภณีไม่เคยถูกให้เกียรติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกรณีใดๆ

 

            เธอเดินเข้ามานั่งบนที่นอน ห้อยขาลงไปที่ขอบเตียง หยิบบุหรี่ขึ้นมาใส่ปาก

 

            สูบบุหรี่ก่อนได้ไหมเธอพูดไม่ชัดเพราะบุหรี่ที่คาบอยู่

 

                ได้เขาตอบโดยไม่มองหน้าเธอ

 

                เธอจุดไฟแช็ก แล้วสูบบุหรี่เข้าไปอึกใหญ่ พ่นมันและมองตามเนิ่นนาน

 

            คุณทำงานอะไรเธอถามฆ่าเวลา

 

                ผมเป็นนักศึกษาเขาตอบตามจริง

 

                อืมเธอมองหน้าเขาอย่างละเอียด

 

                หน้าคุณก็ไม่ขี้เหล่อะไร ทำไม่ไม่หาแฟนสักคน แล้วก็มี Sex กันล่ะ สาวมหาลัยสวยๆ ทั้งนั้นเธอยังสูบมันอย่างเชื่องช้าเช่นเดิม

 

                ผมมีเหตุผลส่วนตัวเขาตอบคล้ายไม่พอใจ

 

                เธอไม่ต่อคำ ขยี้บุหรี่ลงที่เขี่ย และเดินไปหยิบกระเป๋าและล้วงลงไปหยิบของข้างในออกมา

 

                มันเป็นตุ๊กตาหมีตัวเท่าลูกฟุตบอล แต่ผอมกว่า สีน้ำตาลเข้ม ประเมินจากสายตาแล้วมันคงมีอายุไม่ต่ำกว่า 5 ปี เพราะลูกตามันหายไปข้างหนึ่ง และขาที่โดนซ่อมซะจนมันเหมือนก้อนเนื้องอกมากกว่า

 

                คุณเอามันมาทำไมเขาถามเพราะยังไม่อยากมี Sex กับตุ๊กตาหมีตอนนี้

 

                ฉันมีเหตุผลส่วนตัวสีหน้าเธอเรียบเฉยเช่นเคย

 

                โอเค ผมรู้ ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองอยู่แล้ว แต่ คุณจะทำอะไรกับมันต่อ

 

            ไม่ทำอะไร แค่ปล่อยให้สวยนั่งอยู่ข้างๆฉันก็พอเธอวางมันไว้ที่ข้างหมอนอย่างบรรจง

 

            เขามองดูหน้าของตุ๊กตาตัวนั้น มันยังคงยิ้มทั้งๆที่มีตาข้างเดียว

 

                คุณพอจะบอกเหตุผลที่ผมต้องมี Sex กับคุณ แล้วมีหมีน้อยขาด้วนนั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆได้ไหม

 

            คุณพร้อมจะฟังไหมล่ะเธอนั่งลงตรงหน้าเขา มองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาเลื่อนลอย

 

                ถ้าไม่นานเกินไปนะเขามองไปที่เนินอกของเธอที่มันเบียดผ้าเช็ดตัวผืนเล็กให้พร้อมที่จะหลุดได้ทุกเมื่อ หากมีสิ่งใดมาเกี่ยวมันออก

 

                หมีตัวนี้ชื่อสวย จริงๆแล้วมันไม่มีชื่อหรอก ฉันเพิ่งตั้งให้มันตอนที่ฉันเอามันมานอนด้วย ตอนที่ยังอยู่ที่บ้านน้าฉันเธอพักหายใจ และเหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่

 

                พ่อแม่ฉันหย่ากันตั้งแต่ฉันยังเด็ก น้ารับฉันมาเลี้ยงเพราะน้าไม่มีลูก ตอนแรกฉันก็เศร้านะ แต่น้าใจดีมาก ซื้อของเล่นให้ฉันบ่อยๆ สวยนี่น้าก็ซื้อให้ ฉันรักน้าฉันมาก เลยทำตัวดีมาตลอด

 

                แล้วตอนฉันอายุ 15 ในคืนปกติที่ฉันนอนอยู่ในห้องคนเดียว ประตูห้องก็ถูกเปิดออก แสงด้านนอกสาดใส่หลังคนที่เปิดมัน ฉันเห็นแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นน้าของฉัน  ฉันถามน้าว่ามาทำไม น้าก็ไม่ตอบ น้าเดินเข้ามาที่ฉันอย่างช้าๆ ฉันชันตัวขึ้นและถอยหลังไปจนติดหัวเตียง  น้าเดินเข้าใกล้ฉันเรื่อยๆ แล้วเขาก็กระชากตัวฉันและกดลงบนที่นอน ฉันพยายามขัดขืน แต่ก็ไม่ไหว ฉันขอร้องน้าตลอดว่าอย่าทำอะไรฉันเลย แต่น้าเหมือนไม่ได้ยิน มือคู่นั้นเป็นมือคู่เดียวกับที่อุ้มฉันเข้านอนเมื่อฉันนอนหลับหน้าทีวี แต่ตอนนี้มันกลับกดฉันไว้เพื่อไม่ให้ฉันลุกออกจากเตียงเพื่อเสพกาม ฉันพยายามสบตาน้า แต่ในนั้นมีเพียงแววตาของสัตว์ป่าที่ต้องการเพียงเสพสมกับสัตว์เพศเมียเท่านั้น ฉันร้องไห้จนแทบขาดใจ แต่มันไม่เป็นผลอันใดเลย

 

                เธอเล่าด้วยน้ำเสียงและแววตานิ่งเฉย เขาเงียบไปเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง เขากำลังทำอะไรอยู่ คืนนี้เขาต้องการมี Sex กับใครสักคนไม่ใช่หรือ ทำไมถึงต้องมาฟังโสเภณีที่ไหนก็ไม่รู้เล่าเรื่องเศร้าให้ฟังด้วย

 

                แล้วมันเกี่ยวกับตุ๊กตาหมีตรงไหนเขาถามเพื่อเร่งให้เธอรีบเล่าให้จบ

 

                จากนั้น น้าก็มาหาฉันบ่อยๆ ทุกครั้งฉันก็ร้องไห้เหมือนเดิม ขอร้องน้าเหมือนเดิม แต่ไม่เคยเป็นผล ฉันจนปัญญาต่อสิ่งที่เป็นอยู่ จนวันนึง ฉันพาสวยมาเล่นบนเตียง น้าก็มาหาฉัน ทำกับฉันเหมือนเดิม  ฉันกำลังจะร้องไห้ แต่ฉันหันไปเห็นสวยก่อน สวยยังคงยิ้ม สวยไม่กลัวน้า สวยยิ้มให้ฉัน เหมือนสวยจะบอกว่าไม่ต้องกลัว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เสร็จแล้วเราก็มาเล่นกันต่อ ฉันจึงไม่ร้องไห้อีก เพราะเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แล้วสวยก็จะเล่นกับฉันอีกเหมือนเดิม

 

                เธอยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง เขามองเข้าไปในแววตาของเธอ ในนั้นไม่แสดงออกถึงความเศร้า ความรัก ความกลัว หรือแม้แต่ความมีชีวิต

 

                คุณหนีออกมา แล้วก็มาเป็นโสเภณี

 

            ใช่ ฉันหนีออกมา พร้อมกับสวย เราสบายดี ฉันหาเงินได้เอง โดยที่สวยอยู่กับฉันตลอดเธอยังคงน้ำเสียงเดิม

 

                เขาเงียบไปเหมือนครุ่นคิดอะไรอย่างหนักหน่วง เนิ่นนาน

 

                แล้วผมต้องทำไงต่อ

 

            แล้วแต่คุณ คืนนี้ฉันเป็นของคุณแล้วนี่

 

            เขามองหน้าเธออย่างละเมียด จ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้น มันยังคงเหมือนเดิม ไม่แสดงอาการอะไรทั้งสิ้น

 

            นี่อาจจะเป็นเรื่องแต่งของโสเภณีคนหนึ่ง ที่เล่าให้ฟังเพื่อโก่งค่าตัว หรือเรียกร้องความเห็นใจ เพื่อหลีกการมี Sex และกลับบ้านไปโดยไม่ถูกกระทำ

 

                หรืออาจจะเป็นเรื่องจริงแสนเศร้า ที่ใครๆก็ไม่มีทางได้ยินมัน หากไม่เคยซื้อประเวณีและบังเอิญซื้อเธอซึ่งเป็นสินค้าชิ้นนั้น

 

                เขาไม่รู้จริงๆ

 

                แล้วเขาก็ลุกขึ้นไปหยิบเสื้อและกางเกง

 

                เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง คิดถึงวันพรุ่งนี้ เธอยังคงต้องเล่าเรื่องนี้อีกกี่รอบ และเรื่องเดิมๆจะเกิดขึ้นกับเธออีกกี่รอบ ก็ไม่อาจคาดเดาได้

 

                เขาเดินเข้ามาใกล้เธอ หน้าใกล้แทบจะชิดกัน เขามองตาเธอ เธอมองตาเขา เขาโน้มคอมากระซิบแผ่วเบาที่หูข้างซ้ายของเธอ

 

                กระซิบอย่างแผ่วเบา

               

                ผมใช้กุญแจมือได้ไหม ?”

 

            ใช่ โสเภณีไม่เคยถูกให้เกียรติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกรณีใดๆ!!!

 

 

 

 

*เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ เหตุการณ์ สถานที่จริงแต่อย่างใด

และเป็นเพียงเรื่องสมมุติเท่านั้น

 

 

 

October 14

One Shot Man!!!

 

            คำใครคนหนึ่ง

 

                อกหักดีกว่ารักไม่เป็น

 

                แต่เมื่อผมถามไอ้เกลอเพื่อน ที่ยก Red Liter กระดกติดต่อค่อนขวด เพื่อล้างแผลที่วัยรุ่นเรียกมันว่าอาการอกหัก เพื่อนส่ายหน้า เสียงผสมลมหายใจเหล้าของมันบอกผมว่า ไอ้สัด กูยอมรักไม่เป็นดีกว่า

 

                ผมคิดทบทวนต่อขณะลูบหลังให้ไอ้สิงห์เหล้าเพียว ถ้าความรักมันทำให้ไอ้เกลอต้องมานั่งยกเหล้าเพียวล้างแผล แต่คนที่สร้างแผลให้มัน อาจจะนั่งดู แก๊ง 3 ช่า หัวเราะร่า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วสิ่งที่คนเราต้องทำเกี่ยวกับความรักล่ะ ต้องทำยังไง เพราะบางที การกระดกเหล้าทั้งชีวิต อาจจะล้างแผลให้ไอ้เกลอเพื่อนผมไม่ได้แม้แต่น้อย

 

                และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผมเห็นเกลอเพื่อนอยู่ในช่วงเวลาของการอกหัก ไอ้เกลอคนอื่นก็เช่นกัน ส่วนใหญ่เริ่มจากการตัดพ้อ โทษตัวเอง การรู้สึกไร้ค่า การหาทางออก และจุดจบของมัน ไม่เคยพ้นเบียร์หลายลัง กับเหล้าหลายขวด

 

                 ผมรับรู้จากเพลงรักและหนังแนวโรแมนติกหลายเรื่อง ซึ่งสร้างภาพความรักที่เหย้ายวน น่าหลงใหล ประหนึ่งใครไม่ได้สัมผัสครอบครองความมีรัก แล้วอาจจะใช้ชีวิตได้ไม่คุ้มกับที่เกิดมาครั้งหนึ่ง

 

                ผมเชื่อเพลงและหนังเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย แต่ในความเป็นจริง ความรักประกอบด้วย 2 ปัจจัย

               

                1.ผู้ให้รัก

 

                2.ผู้ถูกรัก

 

                ใครๆคงอยากเป็นผู้ถูกรักทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ Body Slam

 

                เพราะการถูกรักเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เรารู้สึกดี เราเป็นฝ่ายได้รับ ไม่ว่าจะเป็นดอกกุหลาบช่อโต หรือข้อความในมือถือ ผู้ได้รับก็ยังเป็นผู้ได้รับอยู่ดี

 

                ผิดกับฝั่งผู้ให้รัก

 

                แต่หากว่าให้ไปแล้ว เขารู้สึกดี เขารับความรู้สึกดีๆของเราโดยใช้มืออันนุ่มนวลโอบอุ้มเอาไว้  เราก็ยินดีที่จะให้เขาตลอดไป เพราะนั่นคือการให้และได้รับ ในสัดส่วนที่น่าพอใจ

 

                แต่การให้ฝ่ายเดียวล่ะ

 

                เท่าที่ผมรู้และเคยได้รับรู้มาพอสมควร

 

                มันแย่ยิ่งกว่าดื่ม 40 น้ำไม่ตาม ร้อยเท่า!!!

 

            …………………………………

               

                ผมจึงพยายามมองความรักในมุมที่ผมรับมันได้

 

                ผมจะให้สำหรับคนที่ผมควรให้

 

                ผมจะรักสำหรับคนที่ผมควรรัก

 

            เพราะหากรักคือการให้

 

                การได้รับก็จะยิ่งทำให้รักนั้น เติมเต็มสมบูรณ์ไม่ใช่หรือ?

…………………………………

 

                เช้ามาขณะนั่งเล่น Winning กับไอ้เกลอเหล้าเพียวอยู่ เกมส์กำลังเป็นไปอย่างสูสี ผมได้ยินเสียงดังออกมาจากปากไอ้เกลอเบาๆ ถ้าฟังไม่ผิด มันกำลังร้องเพลงของ Body Slam

 

 

 

September 17

My DeterminatioN

 
 
 
                   สวัสดีครับเพื่อนๆ  คือว่าผมมีโครงการฝึกฝนฝีมือการเขียนของตนเองอย่าจริงจัง โดยได้รับแรงบัลดาลใจจากทรงศีล ทิวสมบุญ คือผมเพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์เขาจากนิตยาสาร freeform ในบทสัมภาษณ์นั้น ผมเห็นบางสิ่งที่เคยเห็นในหลายๆคนที่ประสบความสำเร็จ คือการทำและทำอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของทรงศีลเขาก็วาดและวาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าผมต้องการจะเป็นให้ได้อย่างนั้น ผมก็คงต้องเขียนและเขียนต่อเนื่องเช่นกัน  ผมจึงมีโครงการที่ว่า ผมจะพิมพ์ตัวหนังสือแนวซิทคอมขึ้นมา 1 เรื่องยาว โดยพยายามเขียนเพื่อโพสต์ในสเปสนี้ทุกๆ 2 สัปดาห์ เรื่องสั้น อีกไม่ต่ำกว่า 1 เรื่องต่อเดือน และเรื่องสัพเพเหระอีกอย่างน้อย 1 ตอนต่อเดือน สรุปคือผมต้องเขียนหนังสือเดือนละอย่างน้อย 2 เรื่องกับ 2 ตอน  ซึ่งเป็นการกระทำที่สวนทางกับนิสัย(เสีย)ของผมอย่างหนักหน่วง คือผมเป็นคนขี้เกียจมาก ถ้าไม่ถึงเวลาจวนตัวก็มักจะชิวอยู่เรื่อย แต่หากผมมีเกณฑ์ให้ตัวเองแล้ว ผมหวังว่ามันน่าจะทำให้มีไฟทำงานมากขึ้นกว่าเดิม (รวมทั้งงานในวิชาเรียนด้วย)โดยโครงการจะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้ ก็เลยอยากให้เพื่อนๆร่วมเป็นสักขีพยาน ว่าผมจะต้องเขียนหนังสือตามที่ผมได้ตั้งใจเอาไว้ และผมอยากให้ช่วยกันติดตามอ่านกันด้วย เพราะถ้างานศิลปะไม่ถูกจัดแสดง มันก็ไม่ต่างอะไรกับสุราเลิศรส ที่ไม่เคยถูกเปิดขึ้นมาลิ้มลองรสเลิศของมัน [Ha-Ha]
 
 
*ขอบคุณ ทรงศีล ทิวสมบุญ , สีปอนด์ on the wall และ รงค์ วงษ์สวรรค์
ที่ทำให้ผมอยากทำงานที่ผมชอบแบบเต็มที่กับมันอย่างจริงใจ
 
*ใครรู้วิธีทำให้ blog ตัวนี้อยู่บนสุดของสเปสตลอด
ก็บอกกันด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง
 
 
 
September 05

Confession

         

 

 
                แสงแดดยามเย็นสาดใส่ผนังโบสถ์อย่างอ่อนโยน กระจกหลากสีเบื้องหลังรูปพระแม่มารีย์ สะท้อนแสงส่องประกายสดใสดั่งเพชรเจียระไน ชายในเสื้อขาวคลุมด้วยชุดดำยาว ยืนสวดมนต์อยู่ตรงข้ามกับไม้กางเขนใหญ่ ในโบสถ์เงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงพึมพำแผ่วเบาจากชายชุดดำ เมื่อสิ้นเสียงสวด ชายชุดดำก็วางหนังสือเล่มสีน้ำเงินหนาลงบนโต๊ะไม้ แล้วเดินไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งมีลูกกรงกั้นถี่ ชายชุดดำมองเห็นเพียงเงาเลือนลางฝั่งตรงข้ามลูกกรงกั้น เงานั้นนั่งอยู่ที่ๆเขาคุ้นเคย
               
                "มีเรื่องอะไรทุกข์ใจอยู่หรือ หากต้องการสารภาพบาป หลวงพ่อพร้อมแล้ว" ชายชุดดำเอ่ย
                
                เมื่อชายฝั่งตรงข้ามได้ยิน ก็เดินเข้ามาที่ลูกกรง
               
                "ครับ หลวงพ่อ ผมอยากสารภาพบาป แต่หลวงพ่อครับ ผมอยากรู้ว่า คำสารภาพของผมนี้ จะได้รับการให้อภัย และจบลงที่นี่เท่านั้นใช่ไหมครับ"
                
                "แน่นอน พระเจ้าจะให้อภัยลูกของพระองค์ทุกๆคน ไม่ว่าลูกคนนั้นจะผิดพลาดมาเท่าใด พระเจ้าก็จะให้อภัยเสมอ หากลูกคนนั้นรู้สึกผิดบาปต่อสิ่งที่กระทำนั้นจริงๆ"
                
                 หลวงพ่อเอื้มมือไปหยิบบทสวด ที่วางอยู่ข้างๆ เพื่อเตรียมอ่าน
                
                 "แม้ใครคนนั้นจะไม่ใช่ลูกของพระเจ้า"
                 
                 หลวงพ่อชะงักเล็กน้อย พยายามมองเพ่งไปที่อีกด้านของลูกกรง แต่อีกด้านก็ยังเห็นเป็นเงาดำเลือนลางเช่นเดิม
                 
                 "ลูกหมายความว่าไง"
                
                 "ผมเป็นพุทธ"
                
                  หลวงพ่อนิ่งไป เขาไม่เห็นความจำเป็นของชาวพุทธ ที่ต้องมาสารภาพบาปแบบชาวคริสต์  หรือเขาจะมาก่อกวน?
                
                  "งั้นทำไมคุณไม่ไปทำบุญตักบาตรล่ะ หากคุณเป็นพุทร นั้นคือวิธีล้างบาปของพุทธไม่ใช่หรือ" หลวงพ่อเปลี่ยนสรรพนาม
                
                  "ผมจำเป็นต้องมาที่นี่ หลวงพ่อพอจะฟังผมสารภาพบาปได้ไหม"
                 
                  หลวงพ่อนิ่งคิด เขาไม่แน่ใจว่า บาทหลวง สามารถชำระบาปให้กับคนที่ไม่ใช่ลูกของพระเจ้าได้หรือไม่
                  
                  "หากมันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น ผมก็พร้อมจะฟัง" หลวงพ่อเดินสายกลาง
                 
                   ชายฝั่งลูกกรงกั้นเงียบลง เหมือนเขากำลังเรียบเรียงคำพูด และเขาก็เริ่ม
                  
                  "พ่อผมเป็นคริสต์และแม่ก็ด้วย ทำให้ผมกับน้องชายเป็นคริสต์เช่นกัน เราเติบโตมากับความเคร่งครัดทางศาสนา เมื่อก่อนผมก็นับถือพระเจ้าเช่นกัน ตามสิ่งแวดล้อมที่เราเติบโตมา แต่แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้พบความจริง เป็นความจริงที่เกิดขึ้นตามหลักพระพุทธศาสนา การที่เราจะพ้นทุกข์ได้ ไม่ใช่สวดอ้อนวอนพระเจ้า แต่เป็นการเข้าใจทุกข์ หาเหตุแห่งทุกข์ และวิธีพ้นทุกข์ ตามหลักอริยสัจ 4 ผมเคยอยากได้กีต้าร์ตัวใหม่ แล้วผมต้องทำไงต่อ ผมสวดมนต์ขอกีต้าร์จากพระเจ้า สวดทุกวัน แล้วไงต่อ ไม่มีวี่แววที่ผมจะได้กีต้าร์ตัวใหม่เลย แต่หากคิดใหม่ ตามหลักศาสนาพุทธ หากผมอยากได้กีต้าร์ นั่นคือทุกข์หรือไม่ หากเป็นทุกข์ผมจะพ้นทุกได้อย่างไร เก็บเงินซื้อ ขอพ่อแม่ หรือตัดใจแล้วเล่นกีต้าร์ตัวเดิม นี่น่าจะเป็นทางที่ทำให้ผมเข้าใจตัวผมเองมากกว่า ไม่ใช่การนั่งสวดภาวนา และหากพระเจ้ามีจริง ทำไมทหารไม่วางปืนแล้วสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระเจ้า เพื่อให้สงครามสงบแทนเล่า หรือหากสวดมนต์แล้ว จะไม่เหลือมือไว้ถือปืน"
                   
                  หลวงพ่ออึ้งกับสิ่งที่ชายฝั่งลูกกรงกั้นพูด  ไม่ใช่ว่าเพราะว่าเหตุและผลที่เขาใช้ในการเปลี่ยนศาสนา เขาพบกับคำถามลักษณะนี้มาเยอะเกินพอแล้ว แต่เป็นเรื่องราวที่ชายฝั่งตรงข้ามพูด และ น้ำเสียงที่คุ้นเคยของเขา
                 
                  "การเปลี่ยนศาสนาไม่น่าจะผิดบาปแต่อย่างใด คุณไม่จำเป็นต้องสารภาพบาปก็ได้"หลวงพ่อยังคงทำหน้าที่ของบาทหลวงต่อไป
                 
                  "แต่ที่ผมต้องการสารภาพ ไม่ใช่ต่อพระเจ้า แต่เป็นต่อหลวงพ่อ พ่อครับ ผมจะบวช"
                  
                   หลวงพ่อนิ่งคิดยาวนาน เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ ฝั่งตรงข้ามคือลูกชายของเขา ที่เขาฝากให้ญาติที่ต่างจังหวัดเลี้ยงดู เพราะไม่มีเงินพอในการใช้จ่าย ตั้งแต่เมียของหลวงพ่อหายไปกับชายคนใหม่ เขาเพิ่งได้เจอและได้ยินเสียงของลูกชายอีกครั้ง และการกลับมาครั้งนี้ ทำให้เขายิ่ลำบากใจกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
                 
                   "เอ ทำไมถึงจะบวชล่ะ คิดดีแล้วเหรอ"
                 
                   "ครับพ่อ ผมขอโทษ  พ่อไม่ต้องคิดมากนะ ผมไม่ได้ทำไปเพื่อประชดชีวิตหรอก แต่สิ่งนี้ผมเลือกเอง พ่อครับ ผมรู้ว่าพ่ออยากให้ผมเป็นคนดี พ่อรักผม แต่ความเชื่อมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต่อให้ผมท่องใบเบิ้ลได้แม้ทุกตัวอักษร แต่ใจผมมีเพียงพระธรรมของพระพุทธเจ้า มันก็ไม่มีค่าอะไร ที่ผมจะยังนับถือพระเจ้าอยู่ ผมก็ไม่ต่างจากพ่อหรอกครับ ที่รักในศาสนานั้นและพร้อมที่จะรับใช้ในสิ่งที่ตัวเองศรัทธาอย่างเต็มกำลัง แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมต้องมาที่นี่คือผมอยากให้พ่อฝากบอกแม่ด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง ผมดูแลตัวเองได้ พ่อครับ ผมบวชได้ใช่ไหมพ่อ"
                 
                  หลวงพ่อยืนนิ่ง เขาคิดย้อนไปตอนที่เขายังหนุ่ม เหตุผลใดที่เค้าศรัทธาในพระเจ้าได้ถึงเพียงนี้ จนต้องสมัครใจในการเป็นบาทหลวงในเวลาต่อมา เอก็คงไม่ต่างกัน ความศรัทธาเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ที่บังคับกันไม่ได้ แม้แต่ลูกของตัวเอง
                 
                  "เอ รอพ่อก่อนนะ เดี๋ยวพ่อเดินไปหา"
                 
                  หลวงพ่อเดินอ้อมจากห้องนั้นไปยังอีกห้องตรงข้ามลูกกรง จังหวะสาวเท้าของหลวงพ่อเร่งรีบเกินสำรวม เขาอยากคุยกับลูกให้นานกว่านี้ เผื่อการตัดสินใจนั้นผิดพลาด ตอนนี้เขายังอาจกลับตัวได้ทัน
                
                 เมื่อพ้นประตูออกมา ภาพที่หลวงพ่อเห็น ทำให้เขาหยุดเดิน ได้แต่ยืนนิ่ง ตะลึงกับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า
                
                 ลูกชายของเขายืนหันมองมาที่เขาเช่นกัน ผมของเขาถูกโกนออก ขนคิ้วก็เช่นกัน แสงสีส้มอ่อนที่สาดเข้ามาจากประตู สัมผัสเพียงครึ่งหน้าของเออย่างบรรจง ถึงแม้ชุดที่เขาใส่ จะเป็นชุดลำลองธรรมดา แต่ใจเขาคงอยู่ในจีวร ที่พับไว้ในกุฏิวัดแล้วอย่างแน่นอน
               
                 หลวงพ่อเดินเข้ามาใกล้เอมากขึ้น ดวงตามองใบหน้าเอเนิ่นนาน แล้วจึงสวดมนต์เบาๆ  เอยกมือขึ้นจับกันไว้ที่อก ก้มหน้า เมื่อสิ้นเสียงสวด เอมองไปที่หลวงพ่อ หลวงพ่อเอ่ย
                
                 "ท่านได้รับการล้างบาปแล้ว" 
                
                 "อาเมน" แล้วเอก็เดินออกไป หลวงพ่อมองตามเอสุดสายตา แล้วจึงเดินกลับไปที่ไม้กางเขนใหญ่ เขาหยิบหนังสือเล่มสีน้ำเงินหนาขึ้นมาอีกครั้ง เขาคิดถึงเรื่องต่างๆทีทำไว้กับเอและเมียของเขา เขาทบทวนทุกอย่าง อย่างช้าๆ แล้วเขาก็ยืนมองไปที่ไม้กางเขนเนิ่นนาน มีเสียงพึมพำอยู่ในลำคอ เขากำลังสารภาพบาป
 
 
 
 
 
September 03

Split that sh!t*

 
 
 
*พยามเขียนให้มันเป็น Rap นะ 
แต่ถ้าใครไม่ถนัดก็อ่านเป็นกลอนละกัน 
                   
 
 
 เช้านี้ กูตื่นมาเพื่อเขียนกลอน
กวีกูสดใสเพื่อปล่อยใจไปกับบทกลอน
คำสอนของพ่อ ที่บอกให้พอเพียงนั่นมันแน่นอน
แต่ที่กูอยากบอกเล่าคือความเป็นไปของสันดอน
 
 
 
มองไปทางซ้าย กูเห็นกระจก ที่สะทกสะท้อน สะท้านสะเทือน
ปรากฎภาพไม่คาดฝัน หรือมันเป็นคล้ายคำเตือน
นี่กูทำเหี้ยอะไรอยู่วะ ดูยังไงก็ไม่เหมือน
กูคนเก่าหายไปไหนวะ มองยังไงยังไง แม่งก็ลางเลือน
 
 
 
ไหน คนไหน ที่บอกว่าแม่งจะวิ่งไล่ความฝัน
ตอนนี้กูเห็นแค่คนอ่อนแอ ที่ดูยังไง แม่งก็วิ่งไม่ทัน
นัยตาที่เหม่อลอย ความฝันยิ่งเลื่อนลอย
แต่อย่างน้อย กูก็เข้าใจชีวิต มากขึ้นแล้วกัน
 
 
 
ว่าชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
น้ำตาลูกผู้ชายหลั่งได้แต่อย่าท้อใจ
เพราะถ้าเขาลูกนี้สูงเกิน มึงก็เริ่มใหม่
ขอแค่ปีนให้ถึงที่สุด ก่อนที่ลมหายใจมึงจะหมดไป
 
 
 
ลมที่นอกหน้าต่างแม่งแรงสัดหมา!!!
คงจะถึงเวลาที่ฝนจะทำงานของมันอีกครา
กูก็มีหน้าที่แค่รอว่าเมื่อไหร่หนา
ฟ้าหลังฝนจะกลับมาให้กูชุ่มชื่นอีกครา
 
 
 
แล้วมันก็คงไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิต
มีปัญหา มีอุปสรรคเข้ามา ให้เราได้พิชิต
แต่ส่วนจะเลือกทางไหน ก็แล้วแต่กูลิขิต
เหมือน บาป บุญ  ศาสนา ที่มันไม่มีใครถูกผิด
 
 
 
ส่วนลมที่พัดมาจากข้างหน้าต่างเริ่มอ่อนแรง
กูเลยอยากจะบอกต่อ ถึงใครๆที่เริ่มหมดแรง
เพราะกูจะเริ่มใหม่เหมือนกัน เอาให้มันสำแดง
ฝากไว้ก่อนเมฆดำ สักวัน กูจะส่องแสง
 
 
 *ไม่ได้ตั้งใจให้มันหยาบหรอกนะ
แต่ Hiphop มันต้องประมาณนี้
เข้าใจกันอยู่เนอะ
 
 
 
 
 
April 29

Knowledge

                
 
 
 
                  ความ(น่าจะ)รู้ที่สั่งสมมาตลอด 21 ปี บอกผมว่า
 
 - วง Story of the years เป็นเกย์
 - โปรแกรมคอมพิวเตอร์มีไว้ให้เราทำงานเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าใช้แล้วงานจะดีขึ้น
 - เกมส์ winning ไม่ใช่เกมส์ประลองฝีมือ แต่เป็นเกมส์ประลองฝีปาก
 - ไอ้ตั้ม ออกแบบ กลัวแมว
 - ไอ้ปั้นเมาอ้วกแตกเป็นเหมือนกัน
 - เด็ก maxican ต้องโกนหัวทุกคน
 - เมาอ้วกแตกเกือบตาย ดีกว่าเมาเกือบตายแล้วไม่อ้วก
 - เงินไม่อาจซื้อความตายและรอยยิ้มของทารกได้
 - เวลาที่บ้านนอกช้ากว่าในเมือง 2 เท่า
 - เพลงแนวอินดี้ไม่มีในโลก
 - เพลงเพื่อชีวิตก็ด้วย
 - การ์ตูนเรื่อง รุกกี้ ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมา
 - บุหรี่ กับสุรา 40 เป็นสินค้าที่ไม่ต้องมีการโฆษณา แต่ยอดขายเพิ่มขึ้นตลอด
 - เกม Dokapon เป็นเกมทำลายมิตรภาพอย่างแท้จริง
 - รถเมล์สาย 1 เร็วที่สุดในโลก
 - การไปกินกาแฟที่ร้านกาแฟ ไม่จำเป็นว่าเราหิวกาแฟเสมอไป
 - เบียร์ก็ด้วย
 - ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน
 - เมืองกรุงเทพไม่น่าอยู่
   (ยังมีต่อ)         
 
 
 
 
 
 
March 03

untill tomorrow come again

 
 
 
                ผมพบอาชีพที่น่าเบื่อและน่าเห็นใจที่สุดในชีวิตผมแล้ว อาชีพยาม อาชีพที่เหมือนจะสบาย ไม่ต้องใช้สมอง ไม่ต้องใช้แรง แค่นั่ง นั่ง และนั่ง เฝ้ารอเพียงเมื่อไร เช้าวันใหม่จะพ้นขอบฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อไปนอนพัก และกลับมานั่งรอ เช้าวันใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง 
                แต่ความเป็นจริงที่น่าเศร้าที่ต้องเกิดกับอาชีพนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ความเหงา สิ่งที่ผมก็เพิ่งมารู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหนตอนที่ได้นั่งคุยกับยามเฝ้าหอเพื่อน ลุงเป็นคนมีอายุประมาณ 50 กว่าๆ ถ้าคนที่ผ่านไปผ่านมาก็คงคิดกับลุงเพียงแค่ว่า ลุงเป็นคนที่ชอบคุยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จุกจิกน่ารำคาญ เพราะเวลาใครไปใครมา ลุงจะถามเสมอว่าไปไหนมา ซื้ออะไรมากิน ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเกินไป เกินหน้าที่ของยามที่ต้องนั่งเฝ้าเหตุการณ์ที่ดูแล้วเกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่มาวุ่นวายว่าใครจะกินข้าวกับอะไร หรือ ไปไหนมาไหนกันบ้าง
                แต่ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจนะ ว่าทำไมลุงถึงต้องทำยังงั้น คุณคิดดู ไม่ว่าจะอาชีพอะไร อย่างน้อยๆก็ต้องมีเพื่อนร่วมงาน อยากพูด อยากคุย อยากระบาย ก็ยังพอมีใครให้ได้พอคลายเหงา แต่ยาม ใช้เวลาทั้งวันอยู่กับตัวเอง ตั้งแต่เย็นถึงเช้า แล้วผมก็ไม่เห็นว่าลุงจะมีกิจกรรมอะไรที่พอจะแก้เหงาได้ ลุงไม่อ่านหนังสือ แต่ลุงจะมีวิทยุเล็กๆ เอาไว้เปิดฟัง เวลาที่ความเหงากำลังจะเริ่มทำหน้าที่ของมัน แต่ผมสังเกตแล้วลุงไม่ได้สนใจเพลงที่เปิดอยู่เลย ผมว่าลุงเพียงต้องการจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อทำลายความเงียบในช่วงนั้น และเป็นเพื่อนในเวลาที่ความเหงากำลังจะเดินเข้ามา
               หากความเหงาเป็นเหมือนอาวุธที่คอยทำร้ายลุงอยู่ทุกวัน ผมว่าลุงคงทนพิษบาดแผลไม่ไหว
               แต่ลุงก็ยังพอมีเพื่อนบ้าง ในบางวัน คือพวกเด็กวัยรุ่นที่อยู่หอนี้ พวกนี้ชอบมาดื่มเบียร์ใต้ตึกกัน ซึ่งลุงก็จะไปร่วมวงด้วย ผมก็เห็นลุงเฮฮาดี แต่เมื่อเบียร์หมด ทุกๆคนกลับไป ลุงก็กลับมานั่งที่เดิม สุดท้าย ความเหงาก็เล่นงานลุงเหมือนเดิม
               ใครที่หลุดมาอ่านเรื่องที่ผมเขียนอยู่นี้ ก็อยากจะบอกไว้สักหน่อยว่า หากคุณเหงาอยู่ ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ยาวนานเท่าอาชีพที่ต้องทนอยู่กับมันทุกวัน ซ้ำๆทุกวัน เพราะเขาตอนนี้ยังไม่มีทางเลือก แต่คุณมีทางเลือกนั้นอยู่ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาซิ โทรหาเพื่อนๆคุณดู หรือโทรหาคนที่คุณอยากจะคุยที่สุดดูก็ได้ หรือจะให้ดี ลองเดินลงไปคุยกับยามแถวๆนั้นดูบ้าง เพราะความเหงา จริงๆมันแค่รอคอยเวลาคุณอ่อนแอเท่านั้น และภูมิต้านทานที่น่าจะเอาความเหงาอยู่ ก็น่าจะเป็นวัคซีนที่ชื่อว่า "เพื่อน"
 
 
 
 
* ออกจะโอเวอร์ไปหน่อยก็ขออภัยนะ มือมันไปเอง
 
 
 
 
February 21

Do not different

 
 
 
 
 
 
             อากาศตอนตี 4 หนาวพอสมควร ผมกำลังเดินไปรอรถเมล์ที่ถนนใหญ่ สองข้างทางมืดครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ที่น่าจะยังคงหลับใหลกันอยู่ ผมมีธุระต้องทำ ผมต้องไปสมัครเรียนมัธยมในตัวเมือง 
              เมื่อมาถึงถนนใหญ่ ร้านชำปรพจำป้ายรถเมล์กำลังเปิดร้าน เสียงหนึ่งทักทายผมขณะเลื่อนประตูเหล็กขึ้น
             "อ้าว ชาย ไปไหนแต่เช้าล่ะ เข้าเมืองเหรอะ" เสียงลุงอ๊อดนั่นเอง เจ้าของร้านชำเพื่อนพ่อผมเอง
             "ครับลุง วันนี้ผมจะไปสมัครเรียน น่ะครับ" ผมตอบตามความจริง
             "เหรอ อืม ดีๆ" ลุงอ๊อดทำท่าจะเดินไปยกโต๊ะไม้มาวางของ แต่ก็ชะงักนึดนึง
             "เดี๋ยวๆ ชายรอลุงแป๊บนึงเด้อ" แล้วลุงอ๊อดก็เดินเข้าไปในตัวบ้าน สักพักก็เดินออกมาพร้อมแบงค์ 100 ในมือ
             "ชาย ลุงฝากซื้อของหน่อยเด้อ เอาไอ้นั่นน่ะ หนังสืออย่างว่าน่ะ อะไรก็ได้ พวกนวลนางก็ได้ นี่ตังค์ ที่เหลือเองก็เก็บไว้เลย"
              ลุงอ๊อดยื่นเงินในมือออกมา ผมรับไว้
             "แล้วผมจะไปซื้อที่ไหนล่ะ"
             "ที่ไหนก็มีหรอก ตามร้านหนังสือไง แต่อย่าบอกคนแถวนี้เด้อ ลุงอายเขา"
              ผมผยักหน้ารับ ก่อนไปนั่งรอรถที่แคร่ ใต้ต้นหูกวางต้นใหญ่ 
              เวลาบนนาฬิกาที่แขวนอยู่ในร้านค้าบอกผมว่าเป็นเวลา สิบโมงกว่าแล้ว ภารกิจในการสมัครเรียนเรียบร้อยแล้ว แต่ภารกิจของลุงอ๊อดยังไม่คืบหน้าเลย ผมเดินหาตามร้านหนังสือแถวหน้าโรงเรียนก็ไม่เห็นมีหนังสืออย่างที่ลุงบอก ผมจึงตัดสินใจนั่งรถเมล์ไปในเมืองดู แต่ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีร้านไหนที่ดูแล้วขายหนังสือแนวนั้นอยู่เลย ไม่กล้าถามคนขายด้วย กลัวเขาด่าว่าเป็นเด็กเป็นเล็ก มาหาหนังสือหยั่งงี้อ่านได้ไง
              ผมคงต้องโทษตัวเอง ที่ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี ที่รับปากลุงอ๊อดมาง่ายๆ คราวหน้าหากมีอีก ผมคงไม่เอาอีกแล้ว
              นาฬิกาบอกเวลา บ่าย 3 ครึ่ง ผมเริ่มท้อใจแล้ว แต่พอดีเดินไปเจอแผงหนังสืออยู่แผงนึง จากการสังเกตแล้วไม่ค่อยมีคนด้วย ผมจึงตัดสินใจ จะลองถามร้านนี้ดู ถ้ายังไม่มีอีก ผมคงต้องคืนเงินให้ลุงอ๊อดไป ผมตรงเข้าไปที่แผงหนังสือทันที ทำท่างมองหาหนังสือแล้วก็ถามคนขายแบบไม่สบตาเขาว่า
             "ลุง มีหนังสืออย่างว่าขายไหม พวกนวลนางก็ได้"
              ลุงเจ้าของแผงละสายตาจากหนังสือพระที่กำลังกางอ่านอยู่แล้วมองมาที่ผม
             "ไม่มีหรอกหนูเอ๊ย หนังสืออยั่งงั้นน่ะ ยิ่งนวลนางน่ะ เขาเลิกผลิตไปตั้งนานแล้ว"
               ผมแหงนหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของร้าน คิดถึงลุงอ๊อด หนังสือเขาเลิกผลิตแล้วดันให้เรามาซื้อซะได้ โถ่ อายเขาตายเลย เหมือนลุงเจ้าของแผงสังเกตเห็น เขาลุกไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาจากส่วนลึกๆ ของแผง แล้วหยื่นให้ผมดู
             "เอ้า ลองเล่มนี้ดู น่าจะใช้ได้เหมือนกัน "
               ผมหยิบหนังสือเล่มนั้นมากางดู ค่อยพลิกไปทีละหน้า มันก็น่าจะใช้ได้เหมือนกัน เพราะดูๆแล้วก็น่าจะมีเหมือนกับหนังสือที่ลุงอ๊อดอยากได้
             "เท่าไรครับลุง" ผมล้วงกระเป๋าตังค์เตรียมจ่าย
             "18 บาทหนู"
              ผมหยื่นเงินให้เจ้าของแผง เขารับและทอนให้อย่างคล่องแคล่ว ในใจสงสัยว่า ทำไมมันถูกจัง แต่ก็ดีแล้ว ที่เหลือเราจะได้เก็บไว้
              ผมลงรถเมล์ที่หน้าร้านลุงอ๊อด เดินตรงเข้าไปในร้าน ลุงอ๊อดเห็นพอดี เดินตรงเข้ามาถาม
             "เป็นไง ได้ของมาหรือเปล่า " ลุงอ็อดถาม พร้อมตาตรวจสอบมาที่ตัวชาย
             "ได้ซิครับลุง" ผมหยื่นถุงใส่หนังสือเล่มนั้น ให้กับลุง ลุงอ๊อด รีบยกขึ้นมาเปิดอ่าน พลิกไป พลิกมาอยู่หลายที  แล้วบอก
             "ดีมากๆ เล่มนี้ดีจริงๆ มีภาพใหญ่ ให้ดูด้วย ขอบคุณมากๆ ถ้าชายไปในเมืองเมื่อไร อย่าลืมบอกลุงล่ะ เผื่อจะฝากไปอีกสักรอบ"
              ผมยิ้มรับ แต่ก็นึกขึ้นได้ ผมหันไปถามลุงอ๊อดที่กำลังนั่งดูหนังสืออยู่
             "ลุงๆ แล้วหนังสือเล่มนั้นมันชื่ออะไรล่ะ คราวหน้าจะได้ซื้อถูก"
              "สยามบันเทิงรายสัปดาห์" ลุงอ๊อดตะโกนบอก ผมพยักหน้ารับ ขณะที่ลุงอ๊อดกำลังจะเดินไปหลังร้าน ถ้าลุงอ๊อดเดินไปแล้วเลี้ยวขวา เขาจะเจอห้องน้ำ
 
 
 
 
 
 
*ผมแปลกใจกับหนังสือประเภทนี้ตามแผงหนังสือมาก
ว่าทำไมถึงขายดีจัง หรือมีคนนำไปใช้อย่างลุงอ๊อด
ใครมีความเห็นก็ช่วย comment ด้วยนะครับ
 
 
 
January 16

Coyoty story

          
                    "จริงๆแล้วกูก็ไม่อยากเต้นหรอก"
                หญิงพูดขึ้นขณะ นั่งรอกิ่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่
                "อะไรนะ" กิ่งถามย้ำเหมือนฟังไม่ชัด ทั้งสองอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าผับชื่อดังแห่งหนึ่ง พวกเธอพึ่งเลิกงาน
                "กูบอกว่ากูไม่อยากเต้นไง ไอ้โคโยตี้เหี้ยอะไรเนี่ยะ มึงไม่เห็นเหรอ พวกแขกแม่งมองเรายังกับเราเป็นนางเอกหนังโป๊แน่ะ จ้องกันตาเป็นมัน สัด" หญิงสบถส่งท้าย
                "อ้าว ก็แขกเค้ามาดูโคโยตี้นะมึง มึงจะให้เค้าดูเหี้ยไรล่ะ ก็มึงเต้นดี เค้าก็ต้องจ้องเป็นธรรมดาซิวะ" กิ่งซดน้ำก๋วยเตี๋ยวต่อ
                "ก็กูไม่ชอบนี่หว่า มึงคิดดู วันนี้มีไอ้หน้าหม้อคนนึง แม่งเดินมาจากไหนไม่รู้ ยกเหล้าให้กูแดก กูก็ไม่แดก ก็กูไม่กินเหล้าไง แล้วแม่งก็ยกโทรศัพท์มันแม่งมาถ่ายกู แม่งก็ถ่ายแต่นมกู จิ๋มกู ยกมาจนจะถึงเข่ากูแล้ว ไม่รู้ซูมเหี้ยอะไรแม่งนักหนา"
                "ก็ผู้ชายมาดูเรา เค้าก็ต้องมาดูของหยั่งงี้อยู่แล้ว โคโยตี้ที่ไหนแม่งแต่งตัวมิดชิดบ้างวะ แขกที่ไหนจะมาดูมัน มันไม่มีหรอก นี่มึงยังไม่ชินอีกเหรอวะ มึงก็อยู่กะกูมาเป็นปีแล้วนา"กิ่งดื่มน้ำตามคำพูดของหล่อน 
                "ถ้ากูมีเงินเรียนต่อนะ พวกแม่งไม่มีทางได้เห็นขาอ่อนกูด้วยซ้ำ กิ่ง กูถามจริงเหอะ มึงไม่คิดอะไรบ้างเหรอะ ที่เราต้องมาเต้นโชว์ให้พวกแม่งนั่งดูสนองตัณหาทางเพศของมันน่ะ มันมองเราไม่ได้ว่าเราเต้นสวยนาเว้ย มันดูกันแต่นมเราใหญ่ไหม หน้าตาเป็นไง หุ่นได้ไหม เอวเด้งไหม สรุปคือเราขายร่างกายเพื่อนเงินใช่ไหม" 
                "แต่นางแบบที่มันถ่ายวาบหวิว มันยิ่งกว่าเราอีกนะเว้ย แม่งเปลือยเลย นี่เรายังแค่โชว์บ้างเล็กน้อย กูก็ไม่รู้วะ ถามจริงเหอะ มึงเลือกเกิดได้เหรอ คนที่เค้ามีเงินมีทอง เค้าจะมาเต้นอย่างเราไหม ก็เราต้องหากิน มึงก็คิดซะว่า งานเราสุจริตเว้ย ไม่ทำร้ายใคร ไม่ต้องคิดมากหรอก เชื่อกูซิ"
                "แล้วเราจะต่างอะไรกับนางเอกหนังโป๊วะ ที่ต้องสนองตัณหาให้พวกผู้ชายที่แม่งไม่เคยพอใจในกามอารมณ์น่ะ" ทั้งคู่เงียบไป มองออกไปที่ถนนขนาบข้างร้านก๋วยเตี๋ยว วัยรุ่นขับมอเตอร์ไซค์ผ่านตะโกนแซวด้วยคำหยาบโลน หญิงพูดต่อ"กูไม่อยากเป็นนางเอกหนังโป๊ พรุ่งนี้กูจะลาออก กูเลือกเกิดไม่ได้ แต่กูเลือกจะไม่เป็นดาราหนังโป๊ได้วะ" กิ่งมองหน้าหญิง เรียกพ่อค้าเก็บเงิน ทั้งคู่เดินไปเรียกแท็กซี่ ทั้งคู่เข้าไปนั่งด้านในรถ กิ่งบอกให้หญิงโทรปลุกเธอด้วยปลุกเธอด้วย พรุ่งนี้เธออยากลาออก
October 16

คุณดูแลบรรยากาศ เราดูแลรสชาติเบียร์

              
      เบียร์เป็นสิ่งที่แปลก
 
        เวลาไม่มีโครตอยากดื่ม เวลาดื่มไปสักพักโครตอยากเลิกดื่ม
 
          ไม่มีใครชอบรสชาติเบียร์ แต่ทุกคนรักในบรรยากาศของการดื่มเบียร์
 
           คนไม่เมาจะบอกว่ากูไม่เมา คนเมาก็จะบอกว่ากูไม่เมา
 
        ตอนไม่เมาจำใครไม่ค่อยได้ พอเมาแล้วเคยเดินสวนกันเมื่อ7ปีที่แล้วแม่งก็จำกันได้
 
ตอนไม่เมาร้องเพลงเสียงยังกะแมวออกลูก พอเมาแล้วรู้สึกว่ากูนี่แหละ ป็อด โมเดินด็อก
 
ไม่ว่าเพลงนั้นจะเป็นเพลงที่คุณไม่ชอบแค่ไหน  แต่ถ้าเมาแล้ว อ่ะ มันก็เข้าท่าดีนี่
 
สาวๆที่เข้าร้านก็จะเริ่มน่ารักขึ้นตามลำดับแอลกอฮอลล์
 
แล้วความหม้อก็จะระอุขึ้นมาตามลำดับความน่ารักของสาวๆ
 
อะไรประมาณเนี๊ยะ
 
แต่ที่อยากจะบอกคือ
 
ถ้าเพื่อนคนไหนกลับโคราชมาตอนนี้
 
เลี้ยงเบียร์ผมฟรีด้วยนะ
 
(เจ๊งแล้วตอนนี้ เมาบ่อยไปหน่อย)
 
 
 
 
 
 
แนะนำหนังแนว(ไม่มีลิงก์ให้โหลดหรอกนะ แค่อยากให้หามาดูกัน)
หนังสือที่อ่านแล้วอยากบอกต่อ
by 
by 
by 
by 
by 
by 
เพลงที่ฟังแล้วเสนาะโสตจนอยากให้หามาฟังกัน
by 
by 
เว็ปที่ผมอาศัย เมื่ออยู่ในโลกสมมุติ